แมงมุม  (Spider)สัตว์เล็กมีเท้า ๘ เท้า ที่ก้นมีใยเป็นเส้นสำหรับชักขึงเป็นข่ายดักสัตว์ที่เป็นเหยื่อ

แมงมุมทุกตัวมีพิษค่ะ เจ้าตัวนี้ก็มีเหมือนกัน แต่พิษไม่เป็นอันตรายกับคน  พิษของมันก็ใช้ตอนที่มันล่าเหยื่อนั่นแหละ
เหมือนแมงมุมตัวอื่นๆ ที่เข้าไปกัดแล้วปล่อยพิษเข้าร่างเหยื่อ ให้เหยื่อเป็นอัมพาตจนตาย(เพราะพิษเป็นน้ำย่อยชั้นดี มันจะย่อยทุกอย่างที่อยู่ในตัวเหยื่อมันให้เป็นของเหลว เหยื่อมันถึงได้เป็นอัมพาตไง) แล้วมันก็ไปดูดกินประโยชน์ของแมงมุมตัวนี้ คือ ช่วยจับแมลงสาบกินเป็นอาหารถ้าเห็นมันอยู่ในบ้าน แปลว่าบ้านเรามีแมลงสาบ  ถ้ามีเจ้าตัวนี้อยู่ก็จะช่วยลดปริมาณแมลงสาบลงได้ เพราะมันจับกินหมด รวมถึงแมลงรำคาญอื่นๆ ด้วยแต่รู้สึกอาหารโปรดจะเป็นแมลงสาบเป็นแมงมุมที่ไม่ชักใย เวลาล่าเหยื่อจะวิ่งตามไปจับเอา (มิน่า ไม่เคยเห็นมันมีใยดักแมลงสักครั้ง) รวมถึงเวลาวางไข่ จะเป็นการอุ้มไข่ติดตัวตลอดเวลามากกว่า คือจะเอาไว้ตรงส่วนอกของตัวเองออกล่าเหยื่อตั้งแต่ช่วงค่ำจนถึงตอนกลางคืน เวลาเดินจะคล้ายปูตัวผู้ลวดลายจะเยอะกว่าตัวเมีย

เตือนอย่าทดลองแมงมุมหม้ายดำ รักษานกเขาไม่ขัน

ชายเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมีเฮ แพทย์อิสราเอลเร่งวิจัยสกัดพิษแมงมุมแม่หม้ายดำ รักษาโรค "นกเขาไม่ขัน" หลังพบออกฤทธิ์ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวในเหยื่อที่ถูกกัด หมอไทยเตือนอย่าริทดลองใช้สัตว์มีพิษเองเพราะอันตรายถึงตาย

           อย่างไรก็ตาม ด้วยความร้ายกาจของแมงมุมสายพันธุ์นี้ทำให้เว็บไซต์แห่งหนึ่งอ้างว่า เมื่อสมัยสงครามเย็นประมาณปี 1953 กองทัพสหรัฐเคยมีโครงการสกัดพิษจากแมงมุมแม่ม่ายดำมาทำเป็นอาวุธชีวภาพด้วย เนื่องจากแมงมุมแม่ม่ายดำมีความร้ายกาจเป็นลักษณะพิเศษที่ใครๆ ก็ต้องพิศวง เนื่องจากมีคนเคยพบพฤติกรรมของมันเวลากัดคนที่เป็นผู้ชาย โดยเหยื่อที่โดนพิษร้ายของแม่ม่ายดำเข้าไปจะเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานสุดๆ แถม

เป็นอาการที่ไม่มีโรคร้ายใดๆ ในโลกนี้จะเลียนแบบได้ก็คือ อวัยวะเพศของเหยื่อผู้ชายรายนั้น จะแข็งตัวค้างเติ่งเป็นเวลาหลายวัน จนเหยื่อค่อยๆ หมดลมหายใจ

       ผู้ที่เห็นประโยชน์ของพิษร้ายในแง่บวกก็คือ คณะนักวิจัยซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะจากโรงพยาบาลรัมบัม (Rambam Hospital) ประเทศอิสราเอล ที่ตัดสินใจศึกษาหาวิธีสกัดพิษจากแมงมุมแม่หม้ายดำมารักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2550 โดยคัดสรรตัวทดลองเป็นแมงมุมแม่หม้ายดำที่สั่งตรงมาจากทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ หากตัวไหนดุขนาดกินตัวผู้เป็นอาหารหลังจากผสมพันธุ์เสร็จจะได้รับพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ โดยแพทย์กลุ่มนี้เชื่อว่าหากงานวิจัยประสบความสำเร็จจะช่วยชีวิตลูกผู้ชายหลายล้านคนทั่วโลก ให้กลับมามีชีวิตที่สมภาคภูมิอีกครั้งหนึ่ง

       แต่นี่ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่มีผู้พยายามนำพิษของแมงมุมแม่หม้ายดำ มาช่วยรักษาอาการนกเขาไม่ขัน แต่เมื่อปี 6 ปีที่แล้วสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลา ฟรอนเตรา (University La Frontera) ของประเทศชิลี ก็เคยพยายามผลิตยาสูตรนี้ขึ้นมารักษาอาการตายด้านของผู้ชายมาแล้วครั้งหนึ่ง

       โดยคณะนักวิจัยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องเล่าพื้นบ้านที่บอกต่อๆ กันว่ามีชาวบ้านบางรายจับแมงมุมแม่หม้ายดำมากัดตัวเองนิดหน่อยพอป็นพิธี แล้วค่อยมีเพศสัมพันธ์ แต่หลายคนไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง เพราะโอกาสเสี่ยงตายจากพิษร้ายมีมากกว่า อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ชิลีได้ศึกษาเรื่องนี้เป็นเวลานานกว่า 7 ปี จึงพบข้อมูลเบื้องต้นว่า พิษจากแมงมุมแม่หม้ายดำมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ คือ ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศและทำให้อสุจิมีปริมาณน้อยลง หมายความว่าคู่รักที่ได้รับยานี้ไม่ต้องกังวลว่าจะตั้งครรภ์อีกต่อไป

         กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ข้างต้นได้รับเงินสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยและรัฐบาลชิลีแล้วประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับเงื่อนไขว่าต้องเป็นยาที่ผลิตโดยมีคุณสมบัติไม่แพ้ยาไวอากร้า และต้องไม่มีผลข้างเคียงด้วย โดยเฉพาะอาการที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป ตั้งแต่นั้นมาเรื่องการนำพิษของแมงมุมแม่หม้ายดำมาสกัด เพื่อช่วยรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป เมื่อบริษัทผลิตยาเอกชนแห่งหนึ่งของชิลีตกลงใจให้การสนับสนุนโครงการนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

         ศูนย์ข้อมูลสุขภาพเพศชายระบุว่า ชายไทยร้อยละ 50 มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือที่เรียกว่าโรคอีดี (ErectileDysfunction) โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 40-70 ปี หรือประมาณ 4 ล้านคน แต่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่กล้ามาพบแพทย์เพื่อรักษา

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีชายไทยใจกล้าพอที่จะเสี่ยงตายให้แมงมุมแม่หม้ายกัด เพื่อทดสอบฤทธิ์เดชที่กล่าวถึง

   นพ.พนิตย์ จิวะนันทประวัติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเพศ ประจำเว็บไซต์ชื่อดังคลินิกรักดอทคอม clinicrak.com ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" ว่า ทุกวันนี้มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการพยายามนำพิษของสัตว์มาช่วยเรื่องเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เช่น พิษงู พิษแมลงต่างๆ แต่ก็ไม่เคยพบว่าได้รับการรับรองอย่างถูกต้องทางวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่

ส่วนเรื่องการนำพิษของแมงมุมแม่หม้ายดำมาทดลองในระดับห้องแล็บของมหาวิทยาลัยนั้น นพ.พนิตย์ บอกว่า ไม่ทราบรายละเอียด หากเป็นเรื่องจริงก็ต้องรอดูผลการทดลองอีกหลายปีว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะตอนนี้ยาแก้อาการนกเขาไม่ขัน ที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ทั่วไปนั้น มีแต่ยาที่เกิดจากการสกัดของสารเคมี ดังนั้น จึงอยากเตือนผู้ชายที่มีปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ อย่าหลงไปทดลองใช้พิษสัตว์เด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

เกี่ยวกับแมงมุมแม่หม้ายดำ
http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi/MUBIO_Webboard.php?TopicID=1022&Action=ViewTopic&Lang=Eng

Detail: จากที่มีการรายงานเกี่ยวกับแมงมุมแม่ม่ายดำผิดพลาดในหลายจุด ตามที่ได้ลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แล้วตอนนี้มีนักข่าวอยากสัมภาษณ์ผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านแมงมุมแม่ม่ายดำ เกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ทราบว่าในภาควิชาของเราพอจะมีท่านอาจารย์ท่านไหนที่พอจะให้สัมภาษณ์นักข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้มั้ยครับ ถ้ามีท่านอาจารย์ท่านใดที่พอช่วยไขข้อกระจ่างให้กับประชาชนได้ รบกวนช่วยติดต่อไปที่

taweetham.limpanuparb@anu.edu.au ด้วยครับ สำหรับข้อถกเถียงดังกล่าว มีประเด็นทางด้านล่างนี้ครับ 

ข้อเท็จจริง และข้อมูลที่ผิดพลาดในไทยรัฐ กรณีแมงมุมแม่มายสีน้ำตาล

เรียน ประชาชน สื่อมวลชน องค์กรเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง

หัวข้อชี้แจงเรื่องหนังสือพิมพ์ไทยรัฐให้ข้อมูลผิดพลาดเกี่ยวกับแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลและ เรียกร้องให้มีการรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด ตามสกู๊ปข่าวหน้า 1

หัวข้อ "พิษแม่ม่ายน้ำตาลไม่ร้ายเท่าแม่ม่ายดำ" วันที่ 21 ม.ค. 52 เวลา 21:05 ตามเว็บไซต์     http://www.thairath.com/news.php?section=hotnews02&content=119984

เป็นบทสัมภาษณ์นายสันติศักดิ์ ดุลยพิทักษ์ประธานชมรมผู้เลี้ยงสัตว์เลี้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเกี่ยวกับเรื่องแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล ซึ่งมีเนื้อหาผิดพลาดจำนวนมากก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้านักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นายอติเทพไชยสิทธิ์ และนายแก่นพงศ์ บุญถาวรจึงขอนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อแก้ไขความผิดพลาดโดยอ้างอิงจากรายงานข่าวดังกล่าวเป็นสำคัญและเรียกร้องให้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐแสดงความรับผิดชอบ ดังนี้

1. ภาพที่ปรากฎเอามาประกอบในข่าวเป็นแมงมุมกลุ่มทาแรนทูราที่มีขนยาวและมักอาศัยอยู่ใต้ดินด้วยการขุดรูซึ่งอยู่คนละกลุ่มกับแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล(Brown WidowSpider)ที่มีตัวเป็นมันและมีขนาดเล็กกว่าซึ่งกำลังถูกพบตามข่าวหากยึดตามการแบ่งทางอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ทางวิทยาศาสตร์แล้วจะพบว่าสิ่งมีชีวิตสองกลุ่มนี้ แตกต่างกันในระดับ Suborderซึ่งคงจะนับได้ว่า  "ห่างกันไกลมากเกินกว่าจะสามารถนำมานับญาติกันได้"โดย แมงมุมกลุ่มทาแรนทูรา อยู่ใน Suborder Mygalomorphaeแต่แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลอยู่ใน Suborder Araneomorphae

2. นายสันติศักดิ์มีความเข้าใจสับสนว่าแมงมุมทุกชนิดสามารถเรียกว่า"แม่ม่าย"ได้ โดยสรุปจากพฤติกรรมที่ตัวเมียจะกินตัวผู้หลังการผสมพันธุ์ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะคำว่า "แม่ม่าย" หรือ Widow ในภาษาอังกฤษนั้นเป็นเพียงชื่อสามัญ หรือชื่อที่ถูกตั้งขึ้นในแมงมุมบางชนิดเท่านั้นนอกจากนี้สัตว์อีกหลายชนิดก็มีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่นตั๊กแตนและแมงป่องช้าง

ดังนั้นถ้าจะใช้เหตุผลแบบนายสันติศักดิ์ต่อไปคงต้องเรียกชื่อตั๊กแตน และแมงป่อง ด้วยคำว่า แม่ม่ายนำหน้าหมดทุกชนิด!

3. นายสันติศักดิ์กล่าวว่า "จุดเน้นถ้าเป็นแมงมุมสายพันธุ์ต่างประเทศ ที่ไม่ใช่แมงมุมแถบเอเชียหรือในประเทศไทย จะมีขนยาวทุกตัว"ข้อความนี้แสดงถึงความผิดพลาดในข้อมูลพื้นฐานอย่างมากเพราะแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล (Latrodectus geometricus)ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างประเทศ มีถิ่นอาศัยอยู่ทางภาคใต้ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา บางส่วนในออสเตรเลียและแอฟริกาใต้เป็นแมงมุมที่มีลักษณะตัวเป็นมัน ไม่มีขนยาวเลย

นอกจากนี้ก็ยังมีแมงมุมสายพันธุ์ต่างประเทศอีกมากที่ไม่ได้มีขนยาว เช่นแมงมุมแม่ม่ายดำที่ไม่ใช่พวกทาแรนทูรา(Latrodectus mactans), แมงมุมหลังแดง(Redback spider, Latrodectus hasseltii) เป็นต้น

4. นายสันติศักดิ์กล่าวว่า "โดยธรรมชาติแมงมุมแม่ม่ายน้ำตาลอยู่ในป่า ตามทุ่งโล่ง ไม่ได้อยู่ในที่อับทึบถ้าเป็นสนามฟุตบอลก็จะอยู่ตามรู ตามป่าละเมาะก็อยู่ในรูโคนต้นไม้แดดส่อง

ถึง" ในความเป็นจริงแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลถูกจัดอยู่ในพวกแมงมุมชักใยหากแบ่งทางอนุกรมวิธานแล้วจะพบว่าอยู่ในวงศ์ Theridiidae ซึ่งต่างจากพวกทารันทูราที่มักจะขุดรูอยู่ มีบางชนิดที่คนไทยเรียกว่าบึ้งโดยแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลมักจะชักใยที่ไม่สูงจากพื้นมากนัก

5. จากการที่นายสันติศักดิ์ไม่มีความรู้เกี่ยวกับแมงมุมทำให้นำเสนอข้อมูลที่เข้าใจสับสนอีกหลายประการเช่น กล่าวว่าแมงมุมโกไลแอธ( Bird-eating Spider)ก็นับเป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะว่าโกไลแอธก็จัดเป็นพวกเดียวกับทาแรนทูราอีกเช่นกัน

6. นายสันติศักดิ์กล่าวว่า "พิษแมงมุมแม่ม่ายดำจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ผิวหนังตายหรือมีเลือดออกตามอวัยวะ

ภายในต่างๆ" เป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้นเนื่องจากพิษที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท(NeurotoxicVenom)ไม่สามารถทำให้ผิวหนังตายได้แต่เป็นเพราะสารเคมีชนิดอื่นในน้ำพิษที่ทำให้โปรตีนในผิวหนังเสื่อมสภาพเกิดเป็นแผลพุพองเนื้อเยื่อตาย เป็นต้น

7. เราพบว่า แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลมีพิษแรงเป็น 2เท่าของแมงมุมแม่ม่ายดำ(ที่ไม่ใช่พวกทาแรนทูรา)เพียงแต่ปล่อยในปริมาณที่น้อยกว่า แม้ว่าจะมีสถิติการตายน้อยแต่ก็ยังเป็นสิ่งมีชีวิตมีพิษที่มีความอันตรายและมีความเสี่ยงต่อคนทั่วไป นายสันติศักดิ์กล่าวว่า"ใครที่เคยดูหนังเรื่องสไปเดอร์แมน แมงมุมตัวเล็กๆ ตัวสีแดงโตกว่าหัวไม้ขีดหน่อยนึง เป็นแม่ม่ายดำชนิดหนึ่งแต่พิษเทียบปริมาณเท่าๆกันจะแรงกว่างูเห่าเสียด้วยซ้ำเพียงแต่ว่า...แมงมุมชนิดนี้ตัวเล็กมากน้ำพิษมีน้อย กัดเราสักร้อยตัวก็ไม่เป็นไร" ซึ่งไม่ใช่ความจริงเสียงทั้งหมดเพราะพิษของแมงมุมจำนวนมากอาจเข้าไปทำลายระบบประสาทหลายๆ ส่วนหากเป็นการทำลายตัวยับยั้งสารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อกระบังลมก็จะทำให้ผู้ถูกกัดเสียชีวิตได้ในที่สุด

จากข้อมูลทั้งหมดข้าพเจ้าทั้งสองต้องการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไปโดย เฉพาะความปลอดภัย และการเลือกข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพเป็น

หลัก

นอกจากนี้ยังต้องการเรียกร้องให้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐใส่ใจกับคุณภาพของข้อมูลมากกว่าจำนวนจำหน่ายหากไม่มีการแสดงความรับผิดชอบ นั่นหมายถึงว่า "หนังสือพิมพ์ที่ยอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศ"ไม่ได้มีคุณค่าไปมากกว่ากระดาษชำระและเราจะดำเนินการให้ถึงที่สุดทั้งการรณรงค์ และทางกฎหมาย 

นายอติเทพ ไชยสิทธิ์
นายแก่นพงศ์ บุญถาวร
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในอีกด้านหนึ่ง มีบางท่านชอบเลี้ยงสะสมแมงมุมแปลกๆ สวยงาม  กรุณาอ่านได้จากเว้ปเพจ นี้ครับ
http://www.geocities.com/siamtarantulas/

โฮมเพจนี้สร้างมาเพื่อให้ความรู้เป็นภาษาไทย เพื่อเป็นข้อมูลของท่านที่กำลังเลี้ยงหรือตัดสินใจจะหามาเลี้ยง มีทั้งข้อมูลสายพันธุ์ต่างๆ และวิธีการเลี้ยง

Tarantulas ข้อมูลทั้งหมดในนี้เป็นการรวบรวมจากผู้รู้ท่านต่างๆ ซึ่งเราจะบอกชื่อแต่ละท่าน ใต้บทความทุกบทความ ขอขอบคุณทุกท่านที่

แบ่งปันความรู้ให้เราได้ศึกษา

- เริ่มต้นวิธีการเลี้ยงดูแมงมุมทารันทูล่า ใครเพิ่งจะเริ่มเลี้ยงมาอ่านหน่อย    
- การเพาะพันธุ์แมงมุม TARANTULAS วิธีการโดยละเอียดเพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์สายพันธุ์แมงมุม ให้คงอยู่ในโลกตลอดไป 
By - bluedevils     
-จิ้งหรีด เป็นอาหารเป็นอาหารของแมลงทั่วไป รวมถึงอาหารของมนุษย์ บทความนี้ เป็นวิธีเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อให้เป็นอาหารและเพื่อเพาะขาย

 
  บริษัท มิตรภาพ เซอร์วิส กรุ๊ป จำกัด
สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่เลขที่ 43 ถ.ทองทวี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 45000